ไม่ใช่ชานม! หนุ่มฟิตหุ่นวัย 30 ป่วย "เบาหวาน" เพราะดื่มสิ่งนี้แทนน้ำ หมอยังส่ายหัว

ไม่ใช่ชานม! หนุ่มฟิตหุ่นวัย 30 ป่วย "เบาหวาน" เพราะดื่มสิ่งนี้แทนน้ำ หมอยังส่ายหัว

ไม่ใช่ชานม! หนุ่มฟิตหุ่นวัย 30 ป่วย "เบาหวาน" เพราะดื่มสิ่งนี้แทนน้ำ หมอยังส่ายหัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ไม่ใช่ชานมไข่มุก! หนุ่มวัย 30 ผู้รักการออกกำลังกายเป็นโรคเบาหวาน ที่แท้ดื่มเครื่องดื่มชนิดหนึ่งทุกวัน 

เรื่องราวอุทาหรณ์สำหรับคนรักสุขภาพ เมื่อศัลยแพทย์ออกมาเปิดเผยเคสผู้ป่วยชายชาวไต้หวัน วัย 30 ปี ที่มีรูปร่างกำยำแข็งแรงเหมือนคนออกกำลังกายเป็นประจำ แต่กลับตรวจพบว่าเป็นโรค เบาหวาน ทั้งที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์เป็นอย่างมาก จนกระทั่งสอบถามพฤติกรรมจึงพบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่ขนมหวานหรือชานมไข่มุก แต่เป็นเครื่องดื่มที่หลายคนมองข้าม

หุ่นดีแต่ค่าน้ำตาลพุ่ง? สาเหตุมาจากความเชื่อผิดๆ

นพ.เฉิน หรงเจียน ศัลยแพทย์เจ้าของไข้ เล่าว่า ผู้ป่วยรายนี้มีรูปร่างดีมาก ชนิดที่เห็นได้ตามฟิตเนส แต่ผลตรวจเลือดกลับพบค่า น้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงถึง 7.8% (คนปกติควรต่ำกว่า 5.7%) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่พบได้ยากสำหรับคนหนุ่มที่ดูแข็งแรงขนาดนี้

จากการซักประวัติอย่างละเอียด พบว่าชายคนนี้ทำงานใช้แรงงานและชอบออกกำลังกาย เขามีความเชื่อว่าการดื่ม "เครื่องดื่มชูกำลัง" ที่ผสมวิตามินบี จะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและแก้เหนื่อยได้ เขาจึงดื่มมันต่างน้ำถึงวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น โดยหารู้ไม่ว่าในขวดเล็กๆ นั้นแฝงไปด้วยน้ำตาลปริมาณมหาศาล

iStockphoto

แค่ปรับพฤติกรรม ค่าเลือดก็กลับมาปกติ

เมื่อทราบสาเหตุ คุณหมอจึงเริ่มรักษาด้วยการจ่ายยาเบาหวานชนิดอ่อนๆ ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม โดยให้ลดปริมาณเครื่องดื่มชูกำลังลงเหลือไม่เกินวันละ 1 ขวดในช่วงแรก (เพื่อป้องกันอาการถอนคาเฟอีน) ผลปรากฏว่าเพียง 1 เดือน ค่าระดบน้ำตาลสะสมลดลงเหลือ 6.2%

หลังจากนั้น เมื่อผู้ป่วยสามารถเลิกดื่มเครื่องดื่มชูกำลังได้อย่างเด็ดขาด ผ่านไป 3 เดือน ค่าเลือดก็กลับมาเป็นปกติ และในที่สุดเมื่อครบ 6 เดือน เขาก็สามารถหยุดยาเบาหวานได้ถาวร

บทสรุป: แข็งแรงแค่ไหนก็ "พัง" ได้ถ้ากินไม่เลือก

นพ.เฉิน ฝากเตือนทิ้งท้ายว่า แม้ภายนอกจะดูแข็งแรงแค่ไหน แต่การ "โด๊ป" หรือบริโภคอาหารเสริม/เครื่องดื่มบางชนิดมากเกินไปโดยไม่ศึกษาข้อมูล อาจกลายเป็นการทำร้ายร่างกายทางอ้อมได้ เคสนี้โชคดีที่รู้ตัวเร็วและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทัน จึงสามารถกลับมาหายเป็นปกติได้

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล